ข่าวสารวันนี้

ส่องข่าวสาร แวดวงการเมือง อัปเดตรายวัน

    วิตามินและอาหารเสริมที่ควรเลี่ยงตอนกลางคืน มีอะไรบ้าง

    วิตามินและอาหารเสริมที่ควรเลี่ยงตอนกลางคืน มีอะไรบ้าง

    วิตามินและอาหารเสริมที่ควรเลี่ยงตอนกลางคืน มีอะไรบ้าง


    มีหลายเหตุผลที่คุณไม่ควรรับประทานอาหารเสริมบางชนิดในเวลากลางคืน ตัวอย่างเช่น อาหารเสริมบางประเภทอาจมีน้ำตาลหรือคาเฟอีน ซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับได้ อีกทั้งวิตามินบางชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ควรรับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อใหญ่ในช่วงเย็น อาหารเสริม 6 ชนิดต่อไปนี้จึงเหมาะสำหรับการรับประทานในช่วงเช้าหรือกลางวันมากกว่า

    6 วิตามินและอาหารเสริมที่ไม่ควรรับประทานตอนกลางคืน

    1. วิตามินบี

    วิตามินบีควรรับประทานในตอนเช้า เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า วิตามินบี 12 โดยเฉพาะสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าและอาการซึมเศร้าได้ อย่างไรก็ตาม วิตามินบีอาจมีผลกระตุ้นการเผาผลาญ ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหากรับประทานในช่วงดึก โชคดีที่วิตามินบีละลายในน้ำ สามารถรับประทานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอาหารรองท้อง

    2. วิตามินรวมและสมุนไพรที่ให้พลังงาน

    วิตามินรวมมักมีวิตามินบีและสารให้พลังงานอื่นๆ เช่น คาเฟอีน สารสกัดจากชาเขียว และโคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นอกจากนี้ สมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นพลังงาน เช่น กัวรานา โสม และหน่อไม้ฝรั่ง ก็ควรหลีกเลี่ยงในช่วงกลางคืน

    3. วิตามินดี

    วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน และควรรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมันเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินดีในปริมาณมากอาจลดการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ เนื่องจากวิตามินดีมักเชื่อมโยงกับแสงแดด ร่างกายอาจเข้าใจผิดว่าควรตื่นตัวมากกว่าพักผ่อน ดังนั้นการรับประทานวิตามินดีในเวลากลางคืนอาจรบกวนการนอนหลับได้

    4. แคลเซียม

    แม้ว่าการรับประทานแคลเซียมในเวลากลางคืนจะไม่รบกวนการนอนหลับโดยตรง แต่แคลเซียมอาจลดประสิทธิภาพของแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ วิตามินดีช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ดังนั้นจึงควรรับประทานทั้งสองชนิดในช่วงกลางวันหรือมื้ออาหารหลัก และควรแบ่งการรับประทานแคลเซียมเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 500-600 มก. เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจากการได้รับแคลเซียมมากเกินไป

    5. วิตามินซี

    วิตามินซีสามารถละลายในน้ำและย่อยได้ง่ายแม้รับประทานขณะท้องว่าง อย่างไรก็ตาม วิตามินซีมีความเป็นกรดสูง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคกรดไหลย้อน การรับประทานวิตามินซีในตอนเย็นอาจไม่เหมาะสมสำหรับบางคน การเลือกวิตามินซีรูปแบบที่ไม่เป็นกรด เช่น แคลเซียมแอสคอร์เบต อาจช่วยลดการระคายเคืองได้

    6. สังกะสี

    สังกะสีเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มักพบในวิตามินรวม หรือรับประทานร่วมกับวิตามินซี การดูดซึมของสังกะสีมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ ดังนั้นควรรับประทานพร้อมอาหารที่ไม่มีผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากสังกะสีแข่งขันกับธาตุเหล็กและแคลเซียมในการดูดซึม ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของกันและกันหากรับประทานร่วมกันในช่วงดึก

    สรุป

    หากต้องการให้การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทาน วิตามินและอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มพลังงานหรือกระตุ้นการเผาผลาญ เช่น วิตามินบี วิตามินดี และวิตามินรวม ควรรับประทานในช่วงเช้าหรือกลางวัน ในขณะที่วิตามินหรือแร่ธาตุที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เช่น แมกนีเซียม ควรรับประทานในช่วงเย็นเพื่อช่วยในการนอนหลับ การเลือกเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมอย่างเต็มที่โดยไม่รบกวนการพักผ่อนของร่างกาย


    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า