ข่าวสารวันนี้

ส่องข่าวสาร แวดวงการเมือง อัปเดตรายวัน

    Category Archive : ผู้หญิง

    น้ำหมักผลไม้

    น้ำหมักผลไม้: เคล็ดลับสุขภาพและความงามจากธรรมชาติ

    น้ำหมักผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย น้ำหมักผลไม้ทำจากผลไม้หลากหลายชนิด หมักกับน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง จนเกิดกระบวนการหมักทางชีวภาพ ทำให้เกิดสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

    ประโยชน์ของน้ำหมักผลไม้

    • อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ: น้ำหมักผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุสูง เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
    • มีสารต้านอนุมูลอิสระ: สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำหมักผลไม้ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเสียหาย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจ
    • ช่วยระบบย่อยอาหาร: น้ำหมักผลไม้มีเอนไซม์และโปรไบโอติกส์ที่ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร ลดอาการท้องผูกและท้องเสีย
    • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: วิตามินและแร่ธาตุในน้ำหมักผลไม้ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงและต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น
    • บำรุงผิวพรรณ: น้ำหมักผลไม้ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ
    • ช่วยลดน้ำหนัก: น้ำหมักผลไม้มีแคลอรี่ต่ำและมีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มนานและควบคุมน้ำหนักได้ดี

    ผลไม้ที่นิยมนำมาทำน้ำหมัก

    • สับปะรด: มีเอนไซม์บรอมมีเลน ช่วยย่อยอาหารและลดการอักเสบ
    • มะนาว: มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ
    • เสาวรส: มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงผิวพรรณและชะลอวัย
    • มะเฟือง: มีวิตามินซีและใยอาหารสูง ช่วยระบบย่อยอาหารและลดระดับน้ำตาลในเลือด
    • กล้วย: มีโพแทสเซียมสูง ช่วยควบคุมความดันโลหิตและบำรุงหัวใจ
    • มะละกอ: มีเอนไซม์ปาเปน ช่วยย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก

    วิธีทำน้ำหมักผลไม้

    1. เลือกผลไม้ที่สดใหม่และสะอาด
    2. ล้างผลไม้ให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
    3. ใส่ผลไม้ลงในภาชนะแก้วหรือพลาสติก
    4. เติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งลงไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม (โดยทั่วไปคือ ผลไม้ 3 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน)
    5. คนให้เข้ากันและปิดฝาให้สนิท
    6. หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 1-3 เดือน
    7. กรองเอากากออกและเก็บน้ำหมักไว้ในตู้เย็น

    ข้อควรระวัง

    • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มน้ำหมักผลไม้
    • ควรดื่มน้ำหมักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรดื่มมากเกินไป
    • ควรเลือกซื้อน้ำหมักผลไม้จากแหล่งที่เชื่อถือได้

    สรุป

    น้ำหมักผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากน้ำหมักผลไม้

    ระบบเผาผลาญพัง ดูยังไง

    ระบบเผาผลาญพัง ดูยังไง? สัญญาณเตือนที่ควรรู้

    ระบบเผาผลาญพัง ดูยังไง?? ระบบเผาผลาญ (Metabolism) คือกระบวนการที่ร่างกายเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มให้เป็นพลังงาน หากระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ หรือที่เรียกกันว่า “ระบบเผาผลาญพัง” จะส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพโดยรวมได้

    สัญญาณเตือนว่าระบบเผาผลาญอาจพัง

    • น้ำหนักขึ้นง่าย ลดน้ำหนักยาก:
      • แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่น้ำหนักก็ไม่ลดลง หรือกลับเพิ่มขึ้นง่าย
      • ร่างกายสะสมไขมันมากกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
    • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง:
      • รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอ
      • ไม่มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
    • อารมณ์แปรปรวน:
      • หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว หรือเศร้าซึมโดยไม่มีสาเหตุ
      • ความรู้สึกแปรปรวนขึ้นลงบ่อยครั้ง
    • ปัญหาการนอนหลับ:
      • หลับยาก หรือหลับไม่สนิท
      • รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา แม้จะนอนหลับเพียงพอ
    • ผิวแห้ง ผมร่วง:
      • ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
      • ผมร่วงมากกว่าปกติ
    • ประจำเดือนผิดปกติ (ในผู้หญิง):
      • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน
    • ท้องผูก:
      • การขับถ่ายลดลง หรือขับถ่ายลำบาก

    สาเหตุที่ทำให้ระบบเผาผลาญพัง

    • การอดอาหาร: การอดอาหารหรือกินอาหารน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะจำศีล ชะลอการเผาผลาญพลังงาน
    • การออกกำลังกายมากเกินไป: การออกกำลังกายมากเกินไปโดยไม่พักผ่อนเพียงพอ ทำให้ร่างกายเครียดและชะลอการเผาผลาญ
    • การขาดสารอาหาร: การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญ
    • ความเครียด: ความเครียดเรื้อรังทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น ส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงาน
    • การนอนหลับไม่เพียงพอ: การนอนหลับไม่เพียงพอรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญ
    • โรคประจำตัว: โรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ ส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญ
    • อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง

    การแก้ไขปัญหาระบบเผาผลาญพัง

    • กินอาหารให้เพียงพอ: เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
    • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งควบคู่กัน
    • นอนหลับให้เพียงพอ: นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
    • จัดการความเครียด: ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น โยคะ นั่งสมาธิ
    • ปรึกษาแพทย์: หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

    คำแนะนำ: หากคุณมีอาการที่เข้าข่ายระบบเผาผลาญพัง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

    โทษของเต้าหู้

    โทษของเต้าหู้: กินมากไปก็ไม่ดี!

    เต้าหู้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารอื่นๆ แต่การบริโภคเต้าหู้มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน เรามาดูกันว่าโทษของเต้าหู้มีอะไรบ้าง

    1. ผลกระทบต่อฮอร์โมน

    • เต้าหู้มีสารไอโซฟลาโวน (isoflavones) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย การบริโภคเต้าหู้มากเกินไปอาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้หญิง อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน หรือเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมในบางกรณี
    • ในผู้ชาย การบริโภคเต้าหู้มากเกินไปอาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนเพศชาย ลดจำนวนสเปิร์ม และทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์

    2. ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

    • เต้าหู้มีสารไฟเตต (phytates) ซึ่งอาจขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็กและสังกะสี การบริโภคเต้าหู้มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้
    • เต้าหู้มีใยอาหารสูง การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสีย

    3. ผลกระทบต่อต่อมไทรอยด์

    • เต้าหู้มีสารกอยโตรเจน (goitrogens) ซึ่งอาจขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ การบริโภคเต้าหู้มากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์อยู่แล้ว

    4. อาการแพ้

    • บางคนอาจมีอาการแพ้เต้าหู้ ซึ่งมีอาการตั้งแต่ผื่นคัน ปากบวม ไปจนถึงหายใจลำบาก หากมีอาการแพ้ ควรหยุดบริโภคเต้าหู้ทันที

    5. ผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคไต

    • ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังการบริโภคเต้าหู้ เนื่องจากเต้าหู้มีโพแทสเซียมสูง การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไป ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต

    คำแนะนำ

    • บริโภคเต้าหู้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป
    • หากมีโรคประจำตัว หรือมีอาการผิดปกติหลังบริโภคเต้าหู้ ควรปรึกษาแพทย์
    • เลือกซื้อเต้าหู้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อน

    สรุป: เต้าหู้มีประโยชน์ แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ

    อาหารที่ทําให้ท้องผูก

    อาหารที่ทำให้ท้องผูก: หลีกเลี่ยงเพื่อระบบขับถ่ายที่ดี

    อาการท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกไม่สบายตัวและสุขภาพโดยรวม อาหารที่เราบริโภคมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบขับถ่าย การรู้จักอาหารที่ทำให้ท้องผูกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี

    อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันอาการท้องผูก

    1. อาหารแปรรูปและอาหารจานด่วน:
      • อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณไฟเบอร์ต่ำและไขมันสูง ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง
      • ตัวอย่าง: อาหารแช่แข็ง, ขนมขบเคี้ยว, อาหารฟาสต์ฟู้ด
    2. ผลิตภัณฑ์จากนม:
      • ในบางคน, แลคโตสในนมอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดและท้องผูก
      • ตัวอย่าง: นมวัว, ชีส, ไอศกรีม
    3. เนื้อแดง:
      • เนื้อแดงมีไขมันสูงและย่อยยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้
      • ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะและเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
    4. อาหารที่มีน้ำตาลสูง:
      • น้ำตาลอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งส่งผลต่อการขับถ่าย
      • ตัวอย่าง: ขนมหวาน, เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
    5. อาหารที่มีเกลือสูง:
      • เกลือมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งส่งผลให้อุจจาระแข็งและขับถ่ายยาก
      • ตัวอย่าง: อาหารแปรรูป, อาหารสำเร็จรูป
    6. อาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ:
      • ไฟเบอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ การขาดไฟเบอร์ทำให้การขับถ่ายไม่ปกติ
      • ตัวอย่าง: ข้าวขาว, ขนมปังขาว
    7. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง:
      • ธาตุเหล็กในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก
      • ตัวอย่าง: อาหารเสริมธาตุเหล็ก, ตับ, เครื่องในสัตว์

    คำแนะนำเพิ่มเติม

    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น
    • เพิ่มการบริโภคไฟเบอร์: รับประทานผัก, ผลไม้, และธัญพืชไม่ขัดสีเพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร
    • ออกกำลังกายเป็นประจำ: การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้
    • ปรึกษาแพทย์: หากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและดำเนินชีวิตสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ การดูแลสุขภาพระบบขับถ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพโดยรวม

    ภาชนะเข้าหม้อทอด

    ภาชนะที่เข้าหม้อทอด: เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม

    หม้อทอดไร้น้ำมันเป็นเครื่องครัวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความสะดวกสบายและสามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู แต่การเลือกใช้ภาชนะเข้าหม้อทอดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำอาหารที่ดี

    ภาชนะเข้าหม้อทอดได้

    • โลหะ:
      • โดยเฉพาะสเตนเลสสตีล เป็นตัวเลือกยอดนิยม เนื่องจากทนความร้อนได้ดี นำความร้อนได้สม่ำเสมอ และทำความสะอาดง่าย
      • ภาชนะโลหะอื่นๆ ก็สามารถใช้ได้ แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีสารเคลือบที่อาจหลุดลอกเมื่อโดนความร้อนสูง
    • แก้ว:
      • ควรใช้ภาชนะแก้วที่ทำจากแก้วทนความร้อน (เช่น แก้วบอโรซิลิเกต) หรือแก้วเซรามิก ซึ่งสามารถทนความร้อนสูงได้
      • หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะแก้วธรรมดา เพราะอาจแตกเมื่อโดนความร้อนจัด
    • กระดาษรองอบ:
      • ใช้กระดาษรองอบที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับหม้อทอดไร้น้ำมันโดยเฉพาะ
      • ควรเลือกกระดาษรองอบที่มีรูพรุน เพื่อให้ลมร้อนไหลเวียนได้อย่างทั่วถึง
    • ฟอยล์:
      • ฟอยล์สามารถใช้กับหม้อทอดได้ แต่หากนำมาใช้กับอาหารแนะนำให้ใช้ที่ 170องศาจะปลอดภัยที่สุด
      • ควรระวังอย่าให้ฟอยล์สัมผัสกับขดลวดความร้อนโดยตรง
    • ซิลิโคน:
      • ภาชนะซิลิโคนสำหรับทำอาหารที่ทนความร้อนสูง สามารถใช้กับหม้อทอดได้
      • ควรเลือกซิลิโคนคุณภาพดีที่ไม่มีสารเคมีอันตราย

    ภาชนะที่ไม่ควรใช้กับหม้อทอด

    • พลาสติก:
      • ภาชนะพลาสติกส่วนใหญ่ไม่ทนความร้อนสูง และอาจละลายหรือปล่อยสารเคมีอันตรายเมื่อโดนความร้อน
    • โฟม:
      • ภาชนะโฟมไม่ควรนำเข้าหม้อทอดโดยเด็ดขาด เพราะจะละลายและเกิดควันพิษ
    • ภาชนะที่มีลวดลาย:
      • ภาชนะเซรามิกที่มีลวดลาย ความร้อนอาจจะแทรกเข้าไปในส่วนของลาย ซึ่งอาจจะทำให้ถ้วยเซรามิกของเราแตกในระหว่างการอบได้ ดังนั้นควรเลือกแบบที่ไม่มีลวดลายจะเซฟในการใช้งานมากกว่า

    ข้อควรระวังในการใช้ภาชนะกับหม้อทอด

    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาชนะที่คุณใช้สามารถทนความร้อนสูงได้
    • หลีกเลี่ยงการวางภาชนะชิดขดลวดความร้อนมากเกินไป
    • อย่าใช้ภาชนะที่แตก ร้าว หรือชำรุด
    • อ่านคู่มือการใช้งานหม้อทอดของคุณ เพื่อดูคำแนะนำเกี่ยวกับภาชนะที่เหมาะสม

    การเลือกใช้ภาชนะที่เหมาะสมกับหม้อทอดไร้น้ำมัน จะช่วยให้คุณทำอาหารได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    วิธีปิดผมหงอก

    วิธีปิดผมหงอก: คืนความมั่นใจให้ผมสวยสุขภาพดี

    ผมหงอกเป็นสัญญาณแห่งวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับมันเสมอไป ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีในการปิดผมหงอก ตั้งแต่การใช้ผลิตภัณฑ์เคมีไปจนถึงวิธีธรรมชาติ ลองมาดูกันว่าวิธีปิดผมหงอกไหนเหมาะกับคุณ

    วิธีปิดผมหงอก เลือกให้เหมาะกับคุณ

    1. การย้อมผม

    • ยาย้อมผมแบบถาวร:
      • เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ให้สีผมที่ติดทนนาน ปกปิดผมหงอกได้สนิท
      • เหมาะสำหรับผู้ที่มีผมหงอกจำนวนมาก
      • ข้อควรระวัง: อาจทำให้ผมแห้งเสียได้หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ
    • ยาย้อมผมแบบกึ่งถาวร:
      • ให้สีผมที่ติดทนนานน้อยกว่าแบบถาวร แต่ยังคงปกปิดผมหงอกได้ดี
      • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีผมบ่อยๆ หรือมีผมหงอกไม่มาก
      • ข้อดี: อ่อนโยนต่อเส้นผมมากกว่าแบบถาวร
    • ยาย้อมผมแบบชั่วคราว:
      • ให้สีผมที่ติดทนเพียง 1-2 ครั้งของการสระผม
      • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองสีผมใหม่ๆ หรือปกปิดผมหงอกเฉพาะโอกาสพิเศษ
      • ข้อดี: ใช้ง่ายและไม่ทำลายเส้นผม

    2. ผลิตภัณฑ์ปิดผมหงอกเฉพาะจุด

    • มาสคาร่าปิดผมหงอก:
      • ใช้ปัดปกปิดผมหงอกเฉพาะบริเวณโคนผมหรือไรผม
      • เหมาะสำหรับผู้ที่มีผมหงอกไม่มาก หรือต้องการปกปิดเฉพาะจุด
      • ข้อดี: ใช้งานง่ายและรวดเร็ว
    • สเปรย์ปิดผมหงอก:
      • ใช้ฉีดปกปิดผมหงอกเฉพาะบริเวณโคนผมหรือไรผม
      • เหมาะสำหรับผู้ที่มีผมหงอกไม่มาก หรือต้องการปกปิดเฉพาะจุด
      • ข้อดี: ใช้งานง่ายและรวดเร็ว

    3. วิธีธรรมชาติ

    • เฮนน่า:
      • เป็นสีย้อมผมจากธรรมชาติที่ให้สีผมโทนน้ำตาลแดง
      • ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงและเงางาม
      • ข้อควรระวัง: สีอาจไม่ติดทนนานเท่าสีย้อมผมเคมี
    • น้ำมันมะพร้าว:
      • ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง ลดการเกิดผมหงอกก่อนวัย
      • วิธีใช้: นวดน้ำมันมะพร้าวลงบนหนังศีรษะและเส้นผมเป็นประจำ
    • ชาดำ:
      • ชาดำสามารถนำมาใช้ปิดผมหงอกได้โดยการนำชาดำเข้มข้นมาหมักผมทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก

    คำแนะนำเพิ่มเติม

    • เลือกผลิตภัณฑ์ปิดผมหงอกที่เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะของคุณ
    • ทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
    • ดูแลเส้นผมให้แข็งแรงด้วยการบำรุงและหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูง
    • หากมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

    การปิดผมหงอกเป็นเรื่องส่วนบุคคล เลือกวิธีที่เหมาะกับคุณและทำให้คุณมั่นใจที่สุด

    เครื่องดื่มบูสผิว

    เครื่องดื่มบูสผิว: เคล็ดลับผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก

    ในยุคที่ความสวยงามเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ การดูแลผิวพรรณจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากการบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ภายนอกแล้ว การเติมเต็มสารอาหารจากภายในด้วยเครื่องดื่มบูสผิวก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

    เครื่องดื่มบูสผิวคืออะไร?

    เครื่องดื่มบูสผิวคือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณจากภายในสู่ภายนอก เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และคอลลาเจน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น และเปล่งปลั่ง

    เครื่องดื่มบูสผิวมีประโยชน์อย่างไร?

    • เพิ่มความชุ่มชื้น: ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน
    • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน: ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย
    • ต้านอนุมูลอิสระ: ปกป้องผิวจากมลภาวะและแสงแดด ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ
    • ลดการอักเสบ: ช่วยลดปัญหาสิวและรอยแดง
    • เสริมสร้างความแข็งแรงของผิว: ช่วยให้ผิวแข็งแรง ไม่แพ้ง่าย

    เครื่องดื่มบูสผิวที่น่าสนใจ

    • น้ำผลไม้สด: น้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำมะนาว ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและต้านอนุมูลอิสระ
    • น้ำผักใบเขียว: น้ำผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงและลดการอักเสบ
    • ชาเขียว: ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะและแสงแดด
    • น้ำมะพร้าว: น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและมีแร่ธาตุที่ช่วยบำรุงผิว
    • เครื่องดื่มที่มีคอลลาเจน: เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ผิว ลดเลือนริ้วรอย

    เคล็ดลับเพิ่มเติม

    • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: การดื่มน้ำเปล่าเป็นพื้นฐานของการดูแลผิวที่ดี
    • ทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักผลไม้ ธัญพืช และโปรตีน
    • พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้ผิวได้พักผ่อนและฟื้นฟู
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง

    ข้อควรระวัง

    • เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย: การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและผิวพรรณ
    • ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ: หากมีโรคประจำตัวหรือข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดื่มเครื่องดื่มบูสผิว

    การดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การดื่มเครื่องดื่มบูสผิวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเอง ควรดูแลตัวเองในด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อให้มีผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

    อาหารลดสิว: เคล็ดลับผิวสวยจากภายใน สู่ภายนอก


    อาหารลดสิว
    : เคล็ดลับผิวใสจากภายในสู่ภายนอก

    คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่คุณทานมีผลต่อปัญหาสิว? อาหารที่ไม่มีประโยชน์สามารถส่งผลเสียต่อผิวของคุณได้โดยตรง หากคุณต้องการผิวสวยใส ไร้สิว ลองเพิ่ม 5 อาหารเหล่านี้ในตู้เย็นของคุณ:

    5 อาหารลดสิว: ตัวช่วยผิวสวยสุขภาพดี

    1. ไข่: อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว ลดการอักเสบ และเสริมสร้างสุขภาพผิวให้แข็งแรง
    2. อะโวคาโด: แหล่งรวมวิตามินเอ ซิงค์ และวิตามินบี 6 ช่วยปรับสมดุลผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และลดสิวฮอร์โมน
    3. กระเทียม: มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดสิวจากการติดเชื้อ และช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
    4. ทับทิม: มีวิตามินเอ อี ซี และซิงค์ ช่วยลดสิว ผิวขาวกระจ่างใส และเร่งการสมานแผล
    5. อัลมอนด์: มีสารต้านอนุมูลอิสระ โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน และแมกนีเซียม ช่วยลดสิวฮอร์โมนและบำรุงผิว

    เคล็ดลับเพิ่มเติม:

    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • รับประทานอาหารให้หลากหลาย
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง นม และอาหารแปรรูป

    อาหารเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบของสิว บำรุงผิวให้กระจ่างใส และเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมของคุณ

    การปรับปรุงที่สำคัญ:

    • ภาษา: ใช้ภาษาที่กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น
    • ข้อมูล: เพิ่มเติมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เล็กน้อยเพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
    • โครงสร้าง: จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย และเน้นประเด็นสำคัญ
    • คำแนะนำเพิ่มเติม: เพิ่มเคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้อ่านนำไปปฏิบัติได้จริง
    ต้อกระจกในคนอายุน้อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีป้องกันก่อนสายเกินไป

    ต้อกระจกในคนอายุน้อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีป้องกันก่อนสายเกินไป


    ต้อกระจก
    : โรคตาที่เกิดได้กับทุกวัย พร้อมแนวทางป้องกัน

    ในบรรดาโรคต้อที่พบในดวงตา “โรคต้อกระจก” ถือเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น คนอายุน้อยก็มีความเสี่ยงจากปัจจัยใกล้ตัวที่อาจมองข้าม เช่น รังสี UV การสูบบุหรี่ และการใช้ยาบางชนิด ต้อกระจกส่งผลให้เลนส์ตาขุ่นมัว กระทบต่อการมองเห็น และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้

    โรคต้อกระจกคืออะไร?

    ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคต้อตาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ที่เคยใสเกิดความขุ่นมัว แสงผ่านได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้มองเห็นไม่ชัดหรือพร่ามัว

    รังสี UV ตัวกระตุ้นที่เร่งให้เกิดต้อกระจก

    แม้ต้อกระจกมักเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่คนอายุน้อยก็สามารถเป็นได้จากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาสเตียรอยด์ การผ่าตัดตา โรคประจำตัวที่กระทบสุขภาพดวงตา หรืออุบัติเหตุทางตา

    พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า “รังสี UV โดยเฉพาะรังสี UVA มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของเลนส์ตา เนื่องจากกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้โปรตีนในเลนส์เสื่อมสภาพและจับตัวเป็นก้อน ก่อให้เกิดความขุ่นมัวในดวงตา ดังนั้น การสวมแว่นกันแดดที่มีการฉาบสารป้องกัน UV จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดี”

    อาการเตือนของต้อกระจก

    อาการของต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สังเกตได้ยาก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:

    • ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
    • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
    • มองเห็นแสงไฟกระจาย หรือเห็นแสงจ้ากว่าปกติ
    • มองเห็นสีเพี้ยนไปจากเดิม

    หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพตา

    แนวทางการรักษา

    แพทย์สามารถวินิจฉัยต้อกระจกได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งตรวจเพิ่มเติม ปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายดวงตา คำนวณค่าเลนส์เทียม และช่วยแจ้งเตือนจุดเสี่ยงระหว่างการผ่าตัด

    สำหรับแนวทางรักษา:

    • ยาหยอดตาต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด
    • การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถเลือกเลนส์เทียมที่เหมาะสมกับการมองเห็นของผู้ป่วยได้
    • การใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีถุงหุ้มเลนส์อ่อนแอหรือเลนส์แข็งมาก

    การดูแลหลังผ่าตัด

    การผ่าตัดต้อกระจกมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 97-99% ผู้ป่วยต้องดูแลตนเองหลังผ่าตัด เช่น หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าตา งดล้างหน้า และหลีกเลี่ยงการกระแทกตาในช่วง 1 เดือนแรกเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

    ป้องกันต้อกระจกก่อนสายเกินไป

    • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
    • สวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
    • หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเอง หากพบความผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันที

    “ดวงตาของเรามีคู่เดียว การดูแลสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนไปนาน ๆ” พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ กล่าวทิ้งท้าย

    สอบถามรายละเอียดและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์จักษุ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต

    ผ้าเปียกฝน ต้องซักใหม่ไหม

    ผ้าเปียกฝน ต้องซักใหม่ไหม? ไขข้อสงสัย พร้อมวิธีดูแลผ้าช่วงหน้าฝน

    ช่วงหน้าฝน หลายคนคงเคยเจอปัญหาผ้าที่ตากไว้เปียกฝน หรือเสื้อผ้าที่ใส่เปียกฝนจนชุ่ม แล้วต้องทำอย่างไรกับผ้าเหล่านั้น? ผ้าเปียกฝน ต้องซักใหม่ไหม? วันนี้เรามีคำตอบและเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผ้าช่วงหน้าฝนมาฝากกันค่ะ

    ผ้าเปียกฝน ต้องซักใหม่ไหม?

    คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ค่ะ

    • ถ้าฝนตกปรอยๆ หรือผ้าเปียกเล็กน้อย:
      • หากผ้าเปียกฝนเพียงเล็กน้อย และไม่มีคราบสกปรกติดอยู่ สามารถนำไปผึ่งลมให้แห้งได้เลย
      • แต่ถ้าผ้ามีกลิ่นอับชื้น ควรซักเพื่อกำจัดกลิ่นและป้องกันเชื้อรา
    • ถ้าฝนตกหนัก หรือผ้าเปียกชุ่ม:
      • ควรซักผ้าทันที เพราะน้ำฝนอาจมีสิ่งสกปรกและเชื้อโรคปะปนอยู่
      • การปล่อยผ้าเปียกชื้นทิ้งไว้ จะทำให้เกิดกลิ่นอับชื้น เชื้อรา และคราบสกปรกฝังแน่นได้

    ทำไมผ้าเปียกฝนถึงต้องดูแลเป็นพิเศษ?

    • เชื้อราและแบคทีเรีย: ความชื้นจากฝนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้ผ้ามีกลิ่นอับและอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนัง
    • คราบสกปรก: น้ำฝนอาจมีสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง คราบดิน หรือสารเคมีปนเปื้อน ทำให้ผ้าสกปรกและมีคราบฝังแน่น
    • กลิ่นอับชื้น: ผ้าที่เปียกชื้นและไม่แห้งสนิท จะมีกลิ่นอับชื้นที่ไม่พึงประสงค์

    เคล็ดลับดูแลผ้าช่วงหน้าฝน

    • ซักผ้าทันที: หากเสื้อผ้าเปียกฝน ควรซักทันทีเพื่อป้องกันคราบสกปรกฝังแน่นและกลิ่นอับชื้น
    • ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ: ในการซักผ้า ควรเติมน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย
    • ตากผ้าในที่อากาศถ่ายเท: หากไม่สามารถตากแดดได้ ควรตากผ้าในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้ผ้าแห้งเร็ว
    • ใช้เครื่องอบผ้า: หากมีเครื่องอบผ้า จะช่วยให้ผ้าแห้งเร็วและป้องกันกลิ่นอับชื้นได้
    • รีดผ้า: การรีดผ้าด้วยความร้อน จะช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำให้ผ้าเรียบสวย

    วิธีขจัดกลิ่นอับชื้นบนผ้า

    • แช่ผ้าด้วยน้ำส้มสายชู: ผสมน้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวงกับน้ำ 1-2 ลิตร แช่ผ้าทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ
    • ใช้เบกกิ้งโซดา: เติมเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยตวงลงในเครื่องซักผ้าพร้อมกับผงซักฟอก จะช่วยขจัดกลิ่นอับชื้นได้
    • ต้มผ้า: หากผ้ามีกลิ่นอับชื้นมาก สามารถนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ

    ข้อควรระวัง

    • ควรอ่านป้ายสัญลักษณ์การดูแลรักษาผ้าก่อนทำความสะอาด เพื่อป้องกันผ้าชำรุด
    • หากมีอาการคันหรือระคายเคืองผิวหนังหลังสวมใส่ผ้าที่เปียกฝน ควรรีบไปพบแพทย์

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า